มาทำความรู้จักกับโดรนการเกษตร

เมื่อพูดถึง ดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) หลายคนคงทราบว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาล ที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มผลผลิต เพิ่มผลงาน โดยใช้เวลาและทรัพยากรน้อยลง แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการมากขึ้น การขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงเกษตรกรรม

จากนโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต เกษตรกรรมยุคใหม่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเกษตรในประเทศมากถึง 150 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. 2559 และมีการเกษตรที่สำคัญคือการทำนาข้าว โดยผลพยากรณ์การผลิตข้าว มีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.45 ในปีเพาะปลูก 2561/2562 ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถถูกใช้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกษตร จากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การทำเกษตรยุคใหม่ได้ การปรับตัวเข้าสู่การเกษตรสมัยใหม่จึงถือเป็นความท้าทายต่อเกษตรกรไทยอย่างมาก เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยในการทำเกษตรเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

ประเทศไทยสร้างรายได้จากการส่งออกด้วยการขยายพื้นที่ทางการเกษตรและการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การนําเครื่องจักรมาใช้ประกอบกับการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย อีกทั้งระบบชลประทานขนาดใหญ่ ทําให้ประเทศ ไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันก็คือการขาดแคลนแรงงานและการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรเข้าสู่เกษตรสมัยใหม่ ซึ่งในปัจจุบัน มีการใช้โดรนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างแพร่หลาย

โดรนคืออะไร สำคัญอย่างไร

โดรน มีอีกชื่อนึงว่า UAV (Unmanned Aerial Vehicle) ถูกใช้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในการถ่ายรูป/ถ่ายวิดีโอจากมุมสูง ใช้ในการเกษตร และใช้ในการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นบริการที่ทาง google และ amazon กำลังพัฒนาขึ้นเพื่อให้บริการในอนาคต คนส่วนใหญ่ใช้โดรนสำหรับการถ่ายภาพที่ทำให้ได้มุมมองที่แปลกตา ปัจจุบันรายการโทรทัศน์ ละคร หรือภาพยนตร์ นิยมใช้โดรนในการถ่ายทำเพื่อให้ได้มุมมองที่สวยงามที่ไม่เคยเห็น ตัวอย่างเช่น ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวครั้งที่ 23 “พยองชัง 2018” ที่เกาหลีใต้ ซึ่งใช้โดรน 1,218 ตัว บินเพื่อแปลอักษรเป็นรูปห้าห่วงโอลิมปิก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า โดรนนั้นเป็นเทคโนโลยีที่เป็นกระแสนิยมค่อนข้างมาก และในการใช้โดรนนั้น นอกจากจะต้องศึกษาเพื่อเลือกใช้ประเภทของโดรนที่เหมาะกับลักษณะงานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงกฎหมายอีกด้วย

โดรนเพื่อการเกษตรมีกี่ประเภท?


โดรนเพื่ อการเกษตรมีหลายรูปแบบ ซึ่งในมิติของการใช้งานสามารถแบ่งเป็น
2 รูปแบบ ดังนี้

  1. โดรนสำรวจพื้ นที่ (Data – mapping drone) ถูกออกแบบเพื่อใช้เก็บข้อมูล
    แบบ Real-Times และน าข้อมูลไปประมวลผลด้วยโมเดลทางการเกษตร
    โดยทั่วไปมักถูกน าไปใช้ส าหรับส ารวจพื้นที่เพาะปลูก การตรวจสอบสุขภาพพืช
    ตลอดจนวางแผนการเพาะปลูก โดยปัจจุบันโดรนชนิดนี้ถูกน ามาใช้อย่าง
    แพร่หลายในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างประเทศสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีการพัฒนา
    เทคโนโลยีการแปรผลค่าดัชนีพรรณพืช (NDVI) จากภาพถ่ายด้วยโดรนส ารวจ
    พื้นที่ หรือภาพดาวเทียม รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบุพิกัด
    ดาวเทียม เช่น สถานีภาคพื้ นที่ และหมุดพิกัด เป็นต้น ซึ่งเอื้อต่อการน าเอา
    เทคโนโลยีโดรนส ารวจพื้นที่มาใช้
  2. โดรนฉีดพ่น (Spraying Drone) นำมาใช้พ่นสารเคมีหรือปุ๋ย และน้าในแปลง
    เกษตร โดยปัจจุบันโดรนชนิดนี้ถูกน ามาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้ง
    ประเทศก าลังพัฒนา เช่นฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งจากงานวิจัยของ Ipsos (2560)
    ชี้ให้เห็นว่า การใช้โดรนฉีดพ่นในการพ่นสารเคมี หรือน้าให้กับพืชผลทาง
    การเกษตรจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสารเคมีถึง 30%-50% รวมทั้ง
    มีประสิทธิภาพมากกว่าแรงงานมนุษย์ 40-60 เท่า
โดรนแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
  1. Multirotor UAVs เป็นโดรนประเภทที่ใช้งานทั่วไป เนื่องจากมีความคล่องแคล่ว สะดวก เพราะไม่ต้องใช้รันเวย์ในการบินขึ้นและลงจอด
  2. Fixed-wing drones มีความเร็วสูงกว่าโดรนประเภท Multirotor UAVs และสามารถบินได้นานกว่า จึงเหมาะกับการสำรวจพื้นที่ขนาดกว้าง แต่จำเป็นต้องมีรันเวย์ในการบินขึ้นและลงจอด
  3. Hybrid model (tilt-wing) เป็นประเภทที่พบได้ยาก มีความเร็วในการบิน และระยะในการบินสูงกว่าสองแบบแรก และไม่ต้องใช้รันเวย์ในการบินขึ้นและลงจอด

การลงทุนซื้อโดรนฉีดพ่นคุ้มค่าส าหรับเกษตรกรหรือไม่?

  • การลงทุนโดรนฉีดพ่นขนาด 5 ลิตร จะมีความคุ้มค่าจากต้นทุนสารเคมีที่ลดลง
    เมื่อเกษตรกรมีที่ดินระหว่าง 21 ไร่ ถึง 30 ไร่ (โดรนฉีดพ่นขนาด 5 ลิตร สามารถ
    ฉีดพ่นได้สูงสุด 30 ไร่) ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่ที่มีเกษตรกรถือครองมากถึง 1.2 ล้าน
    ครัวเรือน(21% ของจ านวนเกษตรกรทั้งหมด[2])
  • ขณะที่โดรนฉีดพ่นขนาดตั้งแต่ 10 ลิตร ขึ้นไป เป็นขนาดที่คุ้มค่าส าหรับขนาด
    พื้นที่เกษตรตั้งแต่ 32 ไร่ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่ที่มีเกษตรกรถือครองมากถึง
    5.99 แสนครัวเรือน (10% ของจ านวนเกษตรกรทั้งหมด[2])

รายละเอียดของโดรนฉีดพ่นแต่ละขนาด และขนาดพื้นที่เกษตรที่เหมาะสม
ขนาด พื้นที่เกษตรสูงสุดที่ใช้ได้(ไร่)
พื้นที่เกษตรขั้นต่ำที่เหมาะสม (ไร่) *ราคาขั้นต่า (บาท)+ต้นทุนแบตเตอรี่5 ปี


5 ลิตร 30 ไร่ 21 ไร่ 120,000 บาท ( +45,000 บาท)
10 ลิตร 100 ไร่ 32 ไร่ 199,000 บาท (+60,000 บาท)
16-20 ลิตร มากกว่า 100 ไร่ มากกว่า 100 ไร่ 269,000 บาท ( +112,500 บาท)

กฎหมายโดรนในไทยที่ควรรู้

ก่อนการนำโดรนมาใช้ทางการเกษตร หรือนำมาใช้งานอื่นๆ ผู้ใช้งานควรศึกษากฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานโดรนให้เข้าใจก่อน ราชกิจจานุเบกษา และประกาศกระทรวงคมนาคม มีการกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558 เพื่อเป็นการควบคุมการบินตามกฎหมายของไทย หากผู้ใดทำกระทำความผิดต่อกฎอย่างใดอย่างหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยราชกิจจานุเบกษา ข้อ 4 มีหลักเกณฑ์ และมีการแบ่งอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

(1) ประเภทที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเล่นเป็นงานอดิเรก เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อการกีฬา แบ่งออกเป็น 2 ขนาด คือ (ก) ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม (ข) ที่มีน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัมแต่ไม่เกิน 25 กิโลกรัม (2) ประเภทที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจาก (1) ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม ดังต่อไปนี้ (ก) เพื่อการรายงานเหตุการณ์หรือรายงานการจราจร (สื่อมวลชน) (ข) เพื่อการถ่ายภาพ การถ่ายทำหรือการแสดงในภาพยนตร์หรือรายการโทรทัศน์ (ค) เพื่อการวิจัยและพัฒนาอากาศยาน (ง) เพื่อการอื่น ๆ ประเภทที่ (2) นั้นกำหนดขนาดไม่เกิน 25 กิโลกรัม ขณะที่ประเภทที่ (1) มีแบ่งย่อยตามขนาด ดังนี้ ประเภท 1.ก มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม กำหนดให้ผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานต้องมีอายุมากกว่า 18 ปี หรือมีผู้แทนโดยชอบธรรมควบคุมดูแล ซึ่งอากาศยานในข้อนี้ กระทรวงคมนาคมอนุญาตให้ทำการบินได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

อากาศยานประเภท 2 ก็ต้องขึ้นทะเบียนและปฏิบัติเงื่อนไขเดียวกันกับประเภท 1.ข กรณีที่ใช้เพื่อรายงานเหตุการณ์หรือรายงานจราจร (สื่อมวลชน) หรือวิจัยและพัฒนาอากาศยาน การขึ้นทะเบียนต้องเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ตามนั้น ส่วนเพื่อใช้ถ่ายภาพหรือการอื่นจะขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลได้ โดยการขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องระบุรายชื่อผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานหรือบุคคลที่จำเป็นในการปฏิบัติการบินของอากาศยานด้วยโดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

สำหรับผู้ใดประสงค์จะบังคับหรือปล่อยอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม ให้ยื่นขออนุญาตต่ออธิบดีเป็นกรณีไป

จะเห็นได้ว่า นอกจากในแง่ความคุ้มค่าการลงทุน ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว การนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ ยังจำเป็นต้องศึกษากฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับของไทยด้วยเป็นประเด็นสำคัญ

การใช้โดรนสำหรับการเกษตร

ปัจจุบันการทำการเกษตรของไทยมีการพัฒนาไปอย่างมาก โดยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในทุกกระบวนการ ตั้งแต่กระบวนผลิต การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรระบบอัตโนมัติในกระบวนการต่างๆ ไปจนถึงการหาตลาดโดยใช้ช่องทางออนไลน์ เพื่อทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตตรงสู่ผู้บริโภคได้ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรไทยได้ ซึ่งโดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดเวลา ลดแรงงานในการทำงาน โดยโดรนสามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้ดังนี้

โดรนสำหรับหว่านปุ๋ย และฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงสัตรูพืชในนาข้าว

โดยปกติแล้วการฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืชและหว่านปุ๋ยในแปลงนาข้าวโดยใช้แรงงานคน จะใช้เวลาในการทำงานหลายชั่วโมงต่อพื้นที่นา 10 ไร่ โดยมีค่าจ้างอยู่ที่ประมาณ 50 บาท/ไร่ และมีการเหยียบย่ำลงในแปลงนาข้าวเพื่อให้ทำการหว่านปุ๋ยและฉีดพ่นยาได้ทั่วถึง จึงอาจทำให้พืชผลได้รับความเสียหาย และมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากการฟุ้งกระจายสารเคมีที่ใช้ต่อแรงงานที่เป็นผู้ฉีดพ่นยา หากนำโดรนมาใช้ในการฉีดพ่นยาและหว่านปุ๋ยในแปลงนาจะมีค่าใช้จ่าย 120 บาท/ไร่ แต่การใช้โดรนจะทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้แรงงานคน สามารถลดเวลาในการทำงานได้ โดยที่พื้นที่ปลูกข้าว 10 ไร่ ใช้เวลาเพียงประมาณ 10 นาทีในการฉีดพ่นยาและหว่านปุ๋ย และใช้แรงงานคนในการควบคุมเพียง 1-2 คนเท่านั้น

ข้อดี ของการใช้โดรนพ่นสารเคมี คือลดเวลาที่ต้องใช้คนนำถังน้ำยาเดินฉีดหรือพ่นยาไปตามท้องไร่นาหรือสวน ซึ่งจะใช้เวลานาน และไม่สามารถพ่นยาได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งการเดินตามท้องไร่นา หรือสวน จะทำให้เกิดการเหยียบย่ำพืชให้เสียหาย ซึ่งหากมีการวางแผนในระยะยาว การใช้โดรนพ่นยา จะทำให้คุ้มทุนมากกว่าการจ้างคนเพื่อพ่นยา และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานคนได้

ข้อเสีย ของการใช้โดรนพ่นสารเคมี คือค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับค่าจ้างแรงงานในการพ่นยา อีกทั้งผู้ใช้งานต้องเรียนรู้ระบบการใช้งานของโดรนที่ค่อนข้างซับซ้อน และค่าแบตเตอรี่ซึ่งมีราคาแพง และมีความเสี่ยงต่อการที่เครื่องยนต์มีปัญหา อุปกรณ์ขัดข้อง แบตเตอรี่เสื่อม เกิดอุบัติเหตุ เช่น บินชนต้นไม้ ทำให้เครื่องตก หรือเกิดความเสียหาย รวมถึงมีความลำบากจากการต้องเติมน้ำยาบ่อยครั้ง เนื่องจากเครื่องบินบรรทุกน้ำยาได้ไม่มาก และการต้องคอยดูแลรักษาเครื่อง เช่นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ เป็นต้น

โดรนสำหรับการรดน้ำ การให้ฮอร์โมน

ในการรดน้ำและการให้ฮอร์โมนพืช ช่วงเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก พืชจะสามารถดูดซึมอาหารและฮอร์โมนได้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ปากใบเปิด คือเวลาไม่เกิน 7 โมงเช้า หากเกษตรกรมีพื้นที่ทำการเกษตรหลายไร่ ก็จะต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการรดน้ำและให้ฮอร์โมนพืชให้ทันเวลา ซึ่งปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ได้โดยการใช้โดรนในการรดน้ำและให้ฮอร์โมนพืชแทนแรงงานคน ซึ่งจะสามารถลดเวลาและการใช้แรงงานในการรดน้ำและให้ฮอร์โมนพืชได้ และยังลดการเหยียบย่ำในพื้นที่แปลงนาให้เกิดความเสียหายด้วย โดยโดรน 1 ลำ สามารถฉีดพ่นพืชในตระกูลพืชไร่ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ได้จำนวน 100-200 ไร่ต่อวัน โดยใช้คนควบคุมการทำงานของโดรนเพียง 1-2 คน เท่านั้น ในขณะที่การรดน้ำและให้ฮอร์โมนพืชโดยทั่วไป อาจจ้องใช้แรงงานคนถึง 10-20 คนเลยทีเดียว

โดรนสำหรับการถ่ายภาพวิเคราะห์/ตรวจโรคพืช

เทคโนโลยีโดรนสามารถนำมาช่วยให้เกษตรกรสามารถดูแลรักษาโรคพืชได้อย่างตรงจุด โดยการนำโดรนมาติดระบบเซ็นเซอร์ และกล้องสำหรับการถ่ายภาพทางอากาศโดยใช้ระบบ GPS ในการหาพิกัดต่าง ๆ การตรวจสอบภาพพื้นที่เพาะปลูกในมุมสูง เพื่อวิเคราะห์หาการเจริญเติบโตของพืชในแต่ละจุด และหาวิธีแก้ไขได้อย่างทั่วถึง