วิธีการปลูกหอมเป หรือ ผักชีฝรั่ง

การปลูก
ปลูกด้วยการหว่านเมล็ด
ก่อนหว่านเมล็ดควรกำจัดวัชพืช และทำการไถพรวนดินให้ย่อยละเอียด แล้วตากทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วันเสียก่อน ประมาณ 2 ครั้ง ปรับพื้นที่ปลูกให้เสมอกัน ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปผสมคลุกเคล้าในดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ประมาณไร่ละ 1,000 กก. ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 5 กก. ก่อนหว่านเมล็ดควรใช้น้ำพรมเมล็ดเสียก่อนเพื่อให้เจริญงอกงามได้ดี กลบดินบางๆ รดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าให้มีน้ำท่วมขัง ควรให้น้ำครั้งต่อไปวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ให้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ผสมกับสูตร 46-0-0 ในอัตราไร่ละ 50 กก. เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 2 เดือน และเมื่อเริ่มมีช่อดอก ควรบำรุงต้นให้เจริญเติบโตด้วยการเด็ดช่อดอกทิ้งไป

ปลูกด้วยวิธีแยกกอ
ก่อนยกแปลงปลูกควรไถพรวนดิน กำจัดวัชพืชเช่นเดียวกับการหว่านด้วยเมล็ด ขนาดของแปลงปลูกที่เหมาะสมควรมีความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร เว้นระยะห่างระหว่างหลุมปลูกประมาณ 20×20 เมตร นำต้นพันธุ์ลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำตามพอชุ่ม เมื่อต้นผักชีฝรั่งเริ่มตั้งตัวได้ดีแล้วควรกำจัดวัชพืชและพรวนดินอีกครั้ง ตามด้วยการใส่ปุ๋ยคอก

ควรพรางแสงให้ต้นผักชีฝรั่งด้วยการใช้ทางมะพร้าว หรือตาข่ายพรางแสง เพื่อให้ได้รับแสงแดดเพียง 60-80% เท่านั้น ไม่ว่าจะปลูกด้วยวิธีใดก็ตาม

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากที่ปลูกผักชีฝรั่งไปได้ประมาณ 4 เดือน ก็เป็นช่วงที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว เพื่อให้ถอนได้สะดวกควรรดน้ำให้ชุ่มเสียก่อน โดยถอนทั้งต้นให้มีรากติดขึ้นมาด้วย หรือใช้มีดตัดทีละต้นก็ได้ นำไปล้างทำความสะอาด คัดเลือกใบที่เสียทิ้งไป แล้วนำไปบรรจุ

โรคและแมลงศัตรูพืช
โรคใบไหม้-ใช้สารเคมีเบนเลท ประมาณ 6-12 กรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นเพื่อเป็นการป้องกัน

โรคโคนเน่า-ใช้สารเคมีแอนติโกร 2.1% จำนวน 30-60 กรัม ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อป้องกัน

หนอนกินใบ-ใช้สารเคมีกำจัดหนอนผีเสื้อฉีดพ่นป้องกันการระบาด

หอยทาก-มักพบระบาดกับแปลงปลูกที่อยู่ในที่ลุ่ม หรืออยู่ใกล้กับหญ้าหรือป่ารก ควรให้การดูแลสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและกำจัด

ประโยชน์
ผักชีฝรั่งจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างมากมาย ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ไนอาซิน น้ำมันหอมระเหย กรดโฟลิก และเมือก (mucilage) และยังมีสารอพิเจนิน ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดได้

แม้จะมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากเพียงใด แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ไม่ควรให้มากหรือน้อยจนเกินไป เนื่องจากในผักชีฝรั่งจะมีกรด ออซาลิก(Oxalic acid) อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไต หรือในกระเพาะปัสสาวะได้

สรรพคุณทางยา

ราก-ใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการน้ำเหลืองเสีย ฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล ช่วยกระตุ้นร่างกาย ขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ

ใบ-ใช้รับประทานสด ต้มน้ำดื่ม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รักษาสมดุลในร่างกาย กระตุ้นร่างกาย แก้ไข้ แก้อาการหวัด ระบายท้อง แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ชะลอการเสื่อมของเซลล์ ใช้ตำพอกรักษาผดผื่นคัน รักษาแผลเรื้อรัง

ลำต้น- ใช้ต้มน้ำดื่ม หรือรับประทานเป็นผักสด เพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดศีรษะ แก้ไข้มาลาเรีย ช่วยขับลม ใช้เป็นยาระบาย แก้อาการอาหารเป็นพิษ ฆ่าเชื้อโรค แก้พิษงู แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย